ส่อง 10 เหตุผลดัน Nokia Asha Series ฮิตทั่วโลก



  ท่ามกลางสมาร์ทโฟน Android ที่ครองตลาดบ้านเราขณะนี้ ไม่แปลกใจว่า Features Phone เดิมๆ เริ่มล้มหายตายจากไปทีละรุ่น สองรุ่น จนปัจจุบันเหลือเพียง Nokia รายเดียวที่ยังทำฟีเจอร์โฟนเต็มสตรีมอยู่ ทั้งนี้ในเมื่อ User อีกหลายส่วนไม่จำเป็นต้องใช้ Android หรืองบน้อย แต่อยากได้ฟีเจอร์ด้าน Social Network, Multimedia, Browsing ฯลฯ เทียบชั้นสมาร์ทโฟน – “Nokia Asha Series” คือคำตอบครับ วันนี้เรามาดู 10 เหตุผลว่าทำไม Asha Series ถึงได้ขายดิบขายดี แม้ว่า Android จะรุกคืบมาในระดับราคาเท่ากันก็ตาม : )

Full Connectivity

การเชื่อมต่อต่างๆ บน Asha Series มีให้เลือกตั้งแต่ Edge เพียวๆ (Asha 202, Asha 305 ฯลฯ) ยันใช้งานได้ครบเครื่อง 3G+WiFi (Asha 302, Asha 311) เช่นเดียวกับ Bluetooth ไว้ต่อหูฟังไร้สาย – ส่งไฟล์ขนาดเล็กระหว่างเครื่องได้อีกด้วย

Full Touch

เป็นครั้งแรกของ Nokia Asha ที่ถูกนำเสนอในรูปแบบ Full Touch หรือทัชสกรีนเต็มรูปแบบบน Asha 305, Asha 306, Asha 308, Asha 309 และ Asha 311 บนหน้าจอขนาด 3.0 นิ้ว สามารถใช้งานอะไรได้สะดวกขึ้นเยอะ จะดูหน้าเว็บ เล่นเกม ใช้งาน Social Network ต่างๆ ดีกว่าหน้าจอ 2.2-2.4 นิ้วแบบเดิมซะอีก โดยเฉพาะ Asha 311 ทัชลื่นทีเดียว ลองเล่นแล้วจะติดใจครับ

Browser

ถึงจะไม่รองรับแฟลช เล่นเว็บกราฟฟิคโหดๆ หรือปลูกฟาร์มบน Facebook ได้ แต่บน Nokia Browser เวอร์ชั่นใหม่มีจุดเด่นคือ ลดการใช้ Data ลงสูงสุด 85% ด้วยระบบ Data Compression แบบพิเศษ พร้อมแอพฯ Data Counter ควบคุมการใช้งาน 3G/Edge ได้ด้วยตัวคุณเอง เหมาะกับผู้ใช้ที่มีงบประมาณจำกัด บางครั้งโปร Unlimited อาจเกินความจำเป็นมากไปจ้า

Nokia Social

ไม่พลาดทุกการอัพเดทบนโลกออนไลน์ด้วย Nokia Social ให้คุณเล่น Twitter, Facebook อัพภาพ อัพสถานะ ส่องเฟส ตอบเม็นชั่นง่ายดายสุดๆ ตัวนี้มีตั้งแต่ Asha 201-202 ปุ่มกดรุ่นล่าง ยัน Asha 311 ตัวท็อปเลยล่ะครับ ทั้งนี้บน Nokia Store ก็มีแอพฯ ไว้เล่น FB, Twitter เช่นกัน งานนี้ก็แล้วแต่ User จะโหลดลงเพิ่มมั้ย

Dual-SIM

บางรุ่นอย่าง Asha 305, Asha 202 ฯลฯ สามารถใช้งานได้ 2 ซิมแบบ Dual-Standby ครับ เหมาะกับผู้ใช้ที่เน้น “โทร” มากเป็นพิเศษ เรียกว่าเบอร์นึงเปิดโปรเน้นโทรไว้เลยก็ได้ และอีกเบอร์จะอะไรก็ว่าไป แถมมีฟีเจอร์ Hot-Swap ซิม 2 โดยไม่ต้องปิดเครื่องก่อน อันนี้แบรนด์อื่นไม่มีนะจ๊ะ อยากได้ต้องสอย Nokia เท่านั้น

EA Games

ที่พิเศษอีกอย่างนึงบน Nokia Asha Series ก็คือ โหลดฟรี 40 เกมจาก EA Games บน Nokia Store ใช้เล่นบนมือถือได้เลย แบบไม่หมดอายุ (และเป็น Full Version) ใครชอบเล่นเกมไม่ควรพลาดจริงๆ ถ้าต้องเสียตังซื้อเองก็หลักพันอยู่นะเออ :D

Nokia Store

เห็นเป็นฟีเจอร์โฟนความสามารถไม่เยอะ แต่ก็มี Nokia Store ให้คุณโหลดแอพฯ ธีม ฯลฯ มาใช้งานบนเครื่องได้ มีทั้งคอนเทนท์ฟรี – เสียเงินครับ (เหมือน App Store, Google Play Store) ที่น่าสนใจคือ คุณไม่จำเป็นต้องมีบัตรเครดิต / เดบิตใดๆ ก็สามารถซื้อแอพฯ บน Nokia Store ได้เลย โดยหักจากยอดเงินที่มี (เบอร์เติมเงิน) หรือคิดรวมบิลปลายเดือนทีเดียว (เบอร์รายเดือน) อันนี้แบรนด์อื่นทำไม่ได้นะเนื่ย

Simply

เป็นจุดเด่นของ Nokia S40 มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ในด้านการใช้งานที่ง่าย ไม่ซับซ้อน ไม่ยุ่งยาก เหมาะกับผู้ใช้ตาสีตาสาทั่วไปครับ แม้ว่าปัจจุบันจะหันมาใช้อินเตอร์เฟส Asha Touch แล้วในบางรุ่น แต่ก็ยังคงสไตล์ S40 เดิมๆ ไว้เป็นอย่างดี เชื่อว่าที่หลายๆ คนไม่อยากเปลี่ยนไปใช้ Android ก็คงด้วยเพราะเหตุผลนี้แหละ : )

Colorful

สีสันอันร้อนแรงของ Lumia Series ก็ถูกนำมาใช้บน Nokia Asha Series ด้วยเช่นกัน แต่โทนสีที่ใช้จะไม่แรงเท่านั้นเอง (อาจเป็นเพราะผู้ใหญ่ – เด็กใช้มากกว่าวัยรุ่น) อย่าง Asha 311 มีให้เลือก 4 สีด้วยกัน (Dark Grey, Rose Red, Blue, Brown, Sand White) ตรงนี้ทำให้ฟีเจอร์โฟน Nokia มีสีสันน่าใช้งาน และดูไม่น่าเบื่อจ้า

Affordable

เหตุผลข้อสุดท้ายที่ทำให้ Nokia Asha ขายดีทั่วบ้านทั่วเมืองก็คือ “ราคา” สุดแสนจะถูก เริ่มต้นไม่ถึง 2,000 บาท ก็สามารถเป็นเจ้าของฟีเจอร์โฟนสุดล้ำจาก Nokia ได้แล้ว ในขณะที่ตัวท็อปสุดอย่าง Asha 311 อยู่ที่ 3,990 บาท ซึ่งก็ถือว่าไม่แพงครับ หากคุณไม่ได้สนใจมือถือ Android ก็สามารถซื้อมาใช้งานได้ทันที

  และนี่ก็คือ 10 เหตุผลดีๆ ที่ทำให้ Nokia Asha Series ได้รับความนิยม แม้ว่าสมาร์ทโฟน Android จะมีราคาเทียบเท่า พร้อมคุณสมบัติดีกว่าก็ตาม ตรงนี้แล้วแต่คุณแล้วล่ะว่าจะตัดสินใจเลือกตัวไหน ? ตามงบประมาณ และลักษณะการใช้งานคร้าบ :D


Comments

comments

Powered by Facebook Comments